สหรัฐฯยังเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนต่อไป แม้บรรลุข้อตงลงแล้ว

สหรัฐฯยังเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนต่อไป แม้บรรลุข้อตงลงแล้ว

สหรัฐฯยังเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนต่อไป แม้บรรลุข้อตงลงแล้ว

            สหรัฐยังไม่ลกเลิกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ถึงแม้การลงนามในข้อตกลงเศรษกิจการค้าระยะแรกระหว่างทั้ง 2 ประเทศ หรือดีลแลกเปลี่ยน “สหรัฐ-จีนเฟส” จัดเป็นข่าวใหญ่ต้นปี โดยนักวิเคราะห์หลายฝ่ายต่างมองว่า นี้จะเป็นผลดีต่อเศรฐกิจของปี 2563 ทว่าสิ่งที่คิดกับสิ่งที่เป็นจริง เป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่

ซึ่งการลงนามในข้อตกลงเศรษฐกิจการค้าระยะแรก (Economic and Trade Agreement between the United States of America and the People’s Republic of China – Phase 1)  ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ถูกจัดขึ้น ณ ทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน ดีซี

สหรัฐฯยังเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนต่อไป จะมีพิจารณาอีกทีเมื่อการเลือกตั้งมาถึง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรองนายกรัฐมนตรี หลิว เหอ ระบุว่า ข้อตกลงฉบับนี้ได้ครอบคลุมประเด็นเศรฐกิจการค้าสำคัญ 7 ด้านด้วยกัน คือ ทรัพย์สินทางปัญญา การถ่ายโอนเทคโนโลยีการขยายการค้า การค้าสินค้าเกษตรและอาหาร บริการทางการเงิน นโยบายด้านเศรษฐกิจมหภาคและอัตราแลกเปลี่ยน ตลอดจนการดำเนินการระงับข้อพิพาท

ทางด้าน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ได้เห็นความถึงต่อเรื่องนี้ว่า นับเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้บรรยากาศความตึงเครียดทางการค้าลดลง ซึ่งมันจะช่วยให้ภาคการส่งออกของไทยสามารถฟื้นฟูตัวได้ดีขึ้นในปีนี้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรฐกิจในปี 2563 ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ สหรัฐฯยังไม่มีการพิจารณาลดนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มเติม จนกว่าจะถึงช่วยเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯสมัยหน้าในปลายปีนี้ ดังนั้น ต้องจับตาดูว่าสหรัฐจะออกข้อเรียกร้องอะไรเพิ่มเติมจากจีนอีก เพื่อเจรจาการค้าระหว่างประเทศในเฟสที่ 2 หรือไม่

ซึ่งอาจจะมีการลดการนำเข้าสินค้าจากจีนก็ได้เช่นกัน ท่ามกลางความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ อาจจะกดดันการค้าระหว่างประเทศและการส่งออกในระยะยาวถัดไปได้ ทั้งยังอาจส่งผลกระทบต่อเศรฐกิจในปี 2563 ขณะเดียวกันยังต้องจับตาดูเศรษฐกิจของกลุ่มยุโรปด้วย เพราะเยอรมันเริ่มส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจกำลังถดถอย ส่วนในอังกฤษมีประเด็นในเรื่องของเบร็กซิทเช่นกัน

นำเข้าสินค้าจากจีนและไทย ได้รับผลกระทบไม่มากนัก

หากพิจารณาโครงสร้างสินค้าส่งออกของไทย ก็ถือว่ามีข้อจำกัดอยู่พอสมควร เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่อยู่ในซัพพลายเชนที่มีความเกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้าในตลาดโลก เมื่อเศรษฐกิจเศรษฐกิจและการค้าโลกมีปัญหา ทำให้สินค้าของไทยก็ถูกกระทบไปด้วยเช่นเดียวกัน ประกอบกับไทยไม่ค่อยมีสินค้าที่เป็น stand alone ที่ส่งออกได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องกังวลถึงการกีดกันทางการค้า

ส่วนเหตุผลที่ทำให้สหรัฐฯยังคงเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนต่อไป จนกว่าจะมีการพิจารณาอีกครั้ง เมื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยหน้ามาถึง เนื่องจากเป็นช่วยเวลาที่มีปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้เสมอ แต่หากประเมินในขณะนี้จะพบว่าสงครามการค้าคงไม่ได้เลวร้ายไปกว่าเดิม แต่จะได้เห็นถึงความชัดเจนของการย้านฐานการผลิตของจีนเพิ่มจำนวนมากขึ้น.