อินโดใส่ใจสิ่งแวดล้อม เปิดสายการผลิตถุงพลาสติกมันสำปะรัง

อินโดใส่ใจสิ่งแวดล้อม เปิดสายการผลิตถุงพลาสติกมันสำปะรัง

อินโดใส่ใจสิ่งแวดล้อม เปิดสายการผลิตถุงพลาสติกมันสำปะรัง

            บริษัทยักษ์ใหญ่ ที่ตั้งอยู่ในเกาะบาหลีของอินโดนีเซีย เริ่มกระบวนการผลิตถุงพลาสติกจากมันสำปะหลัง ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมขึ้นมาใช้งานแทนที่ถุงพลาสติกเดิม ๆ ที่หลากหลายประเทศในอาเซียนนิยมใช้ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเลี่ยงไม่ได้

โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่มีอัตราการใช้ถุงพลาสติกสูงมาก จากสถิติพบว่ามีการใช้ถุงพลาสติกต่อปีถึง 7 พันล้านใบ หรือเฉลี่ยแล้วใน 1 คน มีการใช้ถุงพลาสติกวันละ 3 ใบ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มาก เพราะสามารถกำจัดได้เพียงร้อยละ 25 เท่านั้น

ส่งผลให้สิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ถูกทำลายลงอย่างช้า ๆ เช่น ตามแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล ที่พบเห็นปัญหาจากขยะพลาสติกได้บ่อยครั้ง อินโดเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้เห็นปัญหาจากถุงพลาสติกมาอย่างยาวนาน ทำให้เริ่มลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง ด้วยการคิดค้นถุงพลาสติกจากมันสำปะหลังขึ้นมาใช้งานแทน

กระบวนการผลิตถุงพลาสติกจากมันสำปะหลัง ช่วยให้ย่อยสลายได้ง่าย

สำหรับกระบวนการผลิตถุงพลาสติกจากมันสำปะหลังนี้ มีความพิเศษเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีลักษณะและรูปร่างหน้าตาที่เหมือนกับถุงพลาสติกทั่วไป แต่มีความพิเศษคือ สามารถย่อยสลายได้ง่ายในน้ำ ประกอบกับไม่ก่อให้เกิอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะบรรดาสรรพสัตว์ที่อาจเผลอกินถุงพลาสติกนี้เข้าไป

ตามหลักแล้วกระบวนการผลิตถุงพลาสติกจากมันสำปะหลังนี้ แม้แต่มนุษย์เองหากเผลอทานถุงพลาสติกนี้เข้าไป ก็ไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายด้วยเช่นกัน จึงเป็นทางออกที่ดีเป็นอย่างยิ่ง สำหรับเทศอินโดนีเซีย ประเทศที่ถูกขนานนามว่ามีเกาะที่เยอะเป็นอันดับ 1 ของโลก ที่กำลังประสบปัญหากับขยะพลาสติกจำนวนมหาศาล ซึ่งถูกทิ้งเกลื่อนตามแหล่งน้ำและท้องทะเล ทำให้บดบังทัศนียภาพอันแสนสวยงามเหล่านี้

กระบวนการผลิตถุงพลาสติกจากมันสำปะหลัง ช่วยลดปัญหาพลาสติกเกลื่อนทะเลได้

ถึงแม้อินโดได้เริ่มกระบวนการผลิตถุงพลาสติกจากมันสำปะหลัง เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ขณะเดียวกัน ทั่วโลกต่างก็กำลังเผชิญกับปัญหาที่เกี่ยวกับพลาสติกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน หากยังไม่รีบหาทางแก้ไข

โดยในแต่ละปี พบว่ามีถุงพลาสติกอย่างน้อย 8 ล้านตัน ถูกพัดออกไปในมหาสมุทร หรือทุก 1 นาที ต้องมีขยะเพิ่มขึ้นในปริมาณเทียบเท่ากับรถบรรทุก 1 คัน ที่ต้องถูกทิ้งลงสู่มหาสมุทร ส่งผลให้บรรดาสรรพสัตว์และสิ่งแวดล้อมในทะเลต้องสุญสิ้นไป ที่สำคัญพลาสติกที่ผุพังเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในมหาสมุทร จนกลายเป็นขยะขนาดเล็ก ๆ ยังส่งผลต่อห่วงโซ่อาหารอีกด้วย โดยอาหารทะเลที่หลายคนชอบรับประทานนี้ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา พบว่ามีความเสี่ยงต่อขยะไมโครพลาสติกอย่างหลีกลี่ยงไม่ได้

ในทุกวันนี้  พบว่ามีขยะพลาสติกจำนวนแค่14% เท่านั้น ที่ถูกนำมารีไซเคิล ขณะเดียวกัน จำนวนขยะพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้งครั้งเดียวกลับมีมากถึง 95% นอกจากนี้ มูลค่าวสัดุที่นำมาใช้เป็นบรรจุภัณฑ์พลาสติก ยังมีมูลค่าสูงถึง 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐ -120,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จึงนับเป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน

เดนมาร์ก  ถือเป็นประเทศที่มีวิธีจัดการกับขยะพลาสติกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการออก 2 มาตรการหลักคือ 1.กฎหมายเก็บภาษีถุงพลาสติกจากร้านค้าปลีก ที่มีกำหนดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ.2003 เพื่อสร้างความกดดันให้ร้านค้าปลีกต้องคิดค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกกับลูกค้า ส่งผลให้ลูกค้าต้องเปลี่ยนมาใช้ถุงผ้า หรือนำถุงพลาสติกกลับมาใช้ซ้ำอีก ซึ่งช่วยให้เดนมาร์กลดการใช้ถุงพลาสติกลงได้ถึง 66%

2.ระบบเรียกเก็บเงินมัดจำค่าขวดพลาสติกเพิ่มเติมจากราคาสินค้า ที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคนำขวดพลาสติกมาคืนเพื่อรับเงินที่ได้มัดจำไว้ ซึ่งขวดพลาสติกเหล่านี้ร้านค้าต้องทำการเก็บรวบรวมไว้ ก่อนถูกนำไปรีไซเคิลต่อไป โดยเดนมาร์กสามารถรีไซเคิลขวดพลาสติกได้มากถึง 90% ของขวดพลาสติกที่ผู้บริโภคนำรับคืนในระบบ.